อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ

ภูมิหลัง

           รดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นเป็นเลิศในระดับสากล เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่ง "มรดกโลก" แล้ว ไม่ว่าจะมีที่ตั้งอยู่ในขอบเขตดินแดนของประเทศใด ถือได้ว่าเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งปวงในโลก นี่คือนิยามและความหมายของคำว่า "มรดกโลก" ซึ่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติได้ให้รายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน นอกเหนือไปจากการส่งเสริมให้นานาประเทศมีพันธหน้าที่ร่วมกันในการคุ้มครองสงวนรักษาแหล่งมรดกโลกเหล่านี้ไว้

           นุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก" ถูกกำหนดขึ้นจากความพยายามของนานาชาติเพื่อหยุดยั้งความสูญสลายเสื่อมโทรมของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติอันทรงคุณค่าที่ตั้งอยู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ได้รับการรับรองจากรัฐสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ในการประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 17 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 โดยอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2518

 



           นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2530 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ และจนถึงปัจจุบัน (เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2545) ได้มีประเทศต่างๆ รวม 172 ประเทศเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ จึงนับได้ว่าอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกเป็นความตกลงระดับนานาชาติเพื่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอนุสัญญาฯ หนึ่ง

วัตถุประสงค์

           วัถุประสงค์สำคัญของอนุสัญญาฯ คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการคุ้มครองและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติให้ดำรงคุณค่าความโดดเด่นเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตตลอดไป

           รัฐภาคีในอนุสัญญาฯ ต้องยอมรับในเบื้องต้นว่ามีหน้าที่รับผิดชอบในการศึกษาวิเคราะห์วิจัย การคุ้มครอง ป้องกันและการสงวนรักษา แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติในประเทศของตน รัฐภาคีต้องยอมรับว่าจะดำเนินการต่างๆ ดังกล่าวโดยทรัพยากรในประเทศของตน หรือบางครั้งอาจได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อให้แหล่งมรดกโลกได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสมและดีที่สุด

พันธกรณีของรัฐภาคี

ภาคีในอนุสัญญาฯ จะต้องยอมรับร่วมกันในการดำเนินการดังต่อไปนี้

-   กำหนดนโยบายและวางแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และจัดการมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ     พร้อมไปกับการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมของชุมชน
-   กำหนดมาตรการที่เหมาะสมด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการศึกษาวิจัย     การปกป้องคุ้มครอง การอนุรักษ์ การบริการทางการศึกษา และการฟื้นฟู มรดกทาง วัฒนธรรมและทางธรรมชาติ
-   ละเว้นการดำเนินการใดๆ ที่อาจจะทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของรัฐภาคีอื่นๆ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม     แต่จะสนับสนุนและช่วยเหลือรัฐภาคีอื่นๆ ในการศึกษาวิจัยและปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติในประเทศนั้นๆ

คณะกรรมการมรดกโลก

           อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกได้รับการบริหารโดย "คณะกรรมการมรดกโลก" ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจาก 21 ประเทศ ที่ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐภาคีการเลือกตั้งคณะกรรมการฯ มีขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงเวลาเดียวกับการประชุมใหญ่สมัยสามัญประจำปีขององค์การยูเนสโก โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี หน้าที่หลักของคณะกรรมการ มรดกโลก มีดังนี้

-  พิจารณาตัดสินการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก
-   พิจารณาการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบปฏิบัติที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ
-  พิจารณาคำร้องขอความช่วยเหลือนานาชาติที่รัฐภาคีเสนอมา
-  ติดตามตรวจสอบให้รัฐภาคีดำเนินการเพื่อการปกป้องคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของตน ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในอนุสัญญา
-  บริหารงานกองทุนมรดกโลก

           กรดำเนินงานของคณะกรรมการมรดกโลก ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสำนักงานเลขานุการ ศูนย์มรดกโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

คณะกรรมการกลางหรือคณะกรรมการบริหารของคณะกรรมการมรดกโลก

           คะกรรมการบริหารของคณะกรรมการมรดกโลก ประกอบด้วย ประธาน 1 คน รองประธาน 5 คน และเลขาธิการ 1 คน คณะกรรมการบริหารได้รับการเลือกตั้งจากคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญประจำปี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี

บัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก

           อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้กำหนดให้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่รัฐภาคีต่างๆ นำเสนอ และมีคุณค่าโดดเด่นตามเกณฑ์มาตรฐานไว้ใน "บัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก" จนถึงเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2545 ปรากฏว่าแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ จากประเทศต่างๆ รวม 125 ประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก รวม 730 แหล่ง ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก โดยเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 563 แหล่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 144 แหล่ง และแหล่งผสม (วัฒนธรรม+ธรรมชาติ) 23 แหล่ง ในจำนวนนี้ บางแหล่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น ปิรามิดในประเทศอียิปต์ แกรนด์แคนยอนในประเทศสหรัฐอเมริกา ทัชมาฮาลในประเทศอินเดีย โบถส์เวสมินสเตอร์ในประเทศอังกฤษ อุทยานแห่งชาติซาการ์มาธ (ยอดเขาเอเวอร์เรส) ในประเทศเนปาล และกำแพงเมืองจีนในประเทศจีน เป็นต้น

มรดกโลกในภาวะอันตราย

           ในกรณีที่มรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก ได้รับการคุกคามจากการดำเนินการใดๆ เช่น โครงการพัฒนาต่างๆ การสงคราม การเสื่อมโทรมของธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ฯลฯ จนมีแนวโน้มอย่างชัดแจ้งหรืออย่างแอบแฝงว่ามรดกโลกแหล่งนั้นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะอันตราย อนุสัญญาฯ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาขึ้นทะเบียนให้แหล่งมรดกโลกนั้น เป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตราย ทั้งนี้เพื่อการพิจารณากำหนดแผนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งในการคุ้มครองและฟื้นฟูแหล่งมรดกโลกนั้น อย่าง เร่งด่วนและต่อเนื่อง ตามปกติแล้วการพิจารณาให้แหล่งมรดกโลกใดเป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตราย ควรได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งมรดกโลกนั้นๆ แต่ในกรณีที่รัฐภาคีผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งมรดกโลก นั้น ไม่ให้ความร่วมมือในการดำเนินการใดๆ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟู คณะกรรมการมรดกโลกก็อาจมีมติให้แหล่งมรดกโลกนั้นเป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากรัฐภาคี แต่อย่างใด

กองทุนมรดกโลก

           อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้จัดตั้ง "กองทุนมรดกโลก" ขึ้นเพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินการต่างๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ รายได้กองทุนมรดกโลกมีที่มาจากค่าบำรุง ประจำปีของสมาชิกรัฐภาคี เงินบริจาคจากประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรและบุคคลโดยทั่วไป

           การใช้จ่ายเงินกองทุนมรดกโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปกป้องคุ้มครองและการอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ รวมทั้งเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายในกรณีเร่งด่วน

           รัฐภาคีมีสิทธินำเสนอโครงการเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนมรดกโลกนี้ภายใต้ขอบเขตด้านการศึกษาวิจัย ด้านเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญ ด้านการฝึกอบรม และเครื่องมืออุปกรณ์ ขณะเดียวกันในกรณีพิเศษรัฐภาคีอาจขอกู้ยืมเงินจากกองทุนฯ ได้ในระยะยาวและปลอดดอกเบี้ย